การขายออนไลน์เปิดโอกาสให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด คุณสามารถสร้างธุรกิจที่ทำกำไรได้ด้วยการขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านช่องทางออนไลน์
การเริ่มต้นขายออนไลน์จำเป็นต้องมีทั้งไอเดียธุรกิจที่ชัดเจน เว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ที่พร้อมใช้งาน รวมถึงกลยุทธ์ในการเข้าถึงลูกค้าผ่านมาร์เก็ตเพลสและช่องทางการขายต่าง ๆ
ต่อไปนี้คือ 9 ขั้นตอนสำคัญที่คุณควรรู้ เพื่อเริ่มต้นขายออนไลน์และสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
9 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเริ่มขายออนไลน์
- ค้นหาช่องทางหรือระดับการแข่งขัน
- กำหนดกลุ่มเป้าหมาย
- ตัดสินใจว่าจะขายสินค้าอะไร
- สร้างร้านค้าออนไลน์
- เลือกช่องทางการขาย
- ตั้งค่าการประมวลผลการชำระเงิน
- เลือกวิธีการจัดส่ง
- โปรโมทสินค้า
- ปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง
1. ค้นหาช่องทางและรู้ระดับการแข่งขัน
เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจนี้ วิธีขายของออนไลน์มือใหม่จึงต้องมีสิ่งที่ทำให้ธุรกิจโดดเด่น เลือกช่องทางที่สนใจ จากนั้นค้นหาสินค้าที่มีความต้องการสูงที่สามารถขายได้ในราคาสูง
วิจัยคู่แข่ง
ใครคือคู่แข่งในการดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย? ค้นหาผ่านการวิจัยอัตราการแข่งขันในตลาด ดูที่กลยุทธ์การตลาด กลุ่มเป้าหมาย และราคาสินค้า ใช้สิ่งที่คู่แข่งทำได้ดีเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจ
ลองใช้เครื่องมือวิจัยตลาด เช่น Google Trends เพื่อดูรูปแบบการค้นหาและความต้องการตามฤดูกาล หรือ Think With Google สำหรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค และแพลตฟอร์มอย่าง Statista สำหรับรายงานอุตสาหกรรมและข้อมูลตลาดที่ช่วยยืนยันโอกาสในช่องทางที่เลือก
ประเมินไอเดีย
อาจจะพูดได้เลยว่าส่วนที่ยากที่สุดในการขายออนไลน์คือการตัดสินใจเกี่ยวกับไอเดียธุรกิจ ไม่ว่าจะดำเนินร้านค้าจากที่บ้านควบคู่กับงานประจำ หรือใช้เป็นช่องทางสร้างสรรค์ ค้นหาไอเดียก่อนที่จะก้าวไปสู่ขั้นตอนถัดไป
Noah Kagan ผู้ก่อตั้ง AppSumo ใช้วิธีทดสอบไอเดียธุรกิจภายใน 48 ชั่วโมงด้วยการพรีเซลล์ให้เพื่อนเพียง 1 คน โดยไม่เสียเวลาวางแผนเป็นเดือน ๆ "ถ้าหาคนที่จะจ่ายเงินให้ไม่ได้ภายใน 48 ชั่วโมง" Kagan อธิบาย "นั่นคือสัญญาณว่าควรไปหาไอเดียถัดไปแล้ว"
เขียนแผนธุรกิจ
เมื่อรู้แล้วว่ากำลังขายอะไรและใครคือคู่แข่ง นำข้อมูลนี้ไปใส่ในแผนธุรกิจ ซึ่งเป็นเอกสารที่สรุปว่าบริษัทคืออะไร และมีคำชี้แจงพันธกิจ การวิเคราะห์การแข่งขัน และกลยุทธ์การตลาด
2. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย คือประเภทของคนที่ขายให้ทางออนไลน์ ค้นหาผ่านการสำรวจและการวิเคราะห์คู่แข่ง และสร้างบุคลิกภาพของผู้ซื้อเพื่อกำหนดเป้าหมาย
ทำการสำรวจลูกค้า
การสำรวจลูกค้าจะช่วยให้เข้าใจความคิดของลูกค้าในอุดมคติ ทำแบบทดสอบ การทดสอบการใช้งานแบบตัวต่อตัว และการประชุมกลุ่ม เพื่อค้นหาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
เครื่องมืออย่าง SurveyMonkey, Typeform และ Qualaroo ช่วยให้เก็บฟีดแบ็กแบบมีโครงสร้างจากลูกค้าที่มีศักยภาพได้ง่ายขึ้น ก่อนที่จะลงทุนในสินค้าคงคลัง
ประเมินกลุ่มเป้าหมายของคู่แข่ง
เมื่อเริ่มขายสินค้าออนไลน์ คุณจะต้องโน้มน้าวให้ลูกค้าของคู่แข่งหันมาซื้อสินค้าจากร้านของคุณแทน ดังนั้นการวิเคราะห์คู่แข่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าพวกเขากำลังขายและทำการตลาดให้กับลูกค้ากลุ่มใด จากนั้นคุณสามารถนำจุดขายที่แตกต่างของธุรกิจมาใช้สร้างความโดดเด่นและดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น
สร้างบุคลิกภาพของผู้ซื้อ
Buyer Persona คือการสร้างตัวละครสมมติที่สะท้อนลักษณะของลูกค้าในอุดมคติของคุณ โดยควรรวมข้อมูลสำคัญ เช่น ปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญ ความสนใจ งานอดิเรก ข้อมูลประชากรศาสตร์ และอาชีพหรือหน้าที่การงานของพวกเขา การอ้างอิง Buyer Persona อยู่เสมอจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่ากำลังสื่อสารและทำการตลาดไปยังกลุ่มคนที่ใช่ ซึ่งก็คือกลุ่มที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณมากที่สุด ทำให้แคมเปญการตลาดมีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ได้ดียิ่งขึ้น
3. ตัดสินใจว่าจะขายสินค้าอะไร
เมื่อคุณได้ไอเดียธุรกิจเฉพาะทางและกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการขายให้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตัดสินใจว่าจะขายสินค้าอะไร
คุณจะต้องหาผู้ผลิตสินค้าเอง หรือเลือกใช้โมเดล Private Label ที่นำสินค้าจากผู้ผลิตมาติดแบรนด์ของตัวเอง? คุณจะเริ่มต้นด้วยสินค้าชิ้นเดียว หรือเปิดตัวเป็นกลุ่มสินค้าหลายรายการตั้งแต่แรก? การตัดสินใจเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อความสำเร็จของร้านค้าออนไลน์ในระยะยาว
โมเดลธุรกิจ คือรูปแบบการดำเนินงานที่คุณใช้ในการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น งบประมาณที่พร้อมลงทุน ประเภทสินค้าที่ต้องการขาย รวมถึงความต้องการในการจัดเก็บสินค้าและจัดส่งออเดอร์ด้วยตนเอง
หนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจคือการใช้ Shopify Collective ซึ่งเป็นระบบจัดหาสินค้าที่รวมอยู่ใน Shopify โดยตรง คุณสามารถเลือกสินค้าหลายล้านรายการจากแบรนด์ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วบน Shopify นำมาวางขายในร้านของคุณ และให้แบรนด์เจ้าของสินค้าจัดส่งออเดอร์ให้ลูกค้าโดยตรง ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอัตรากำไรอยู่ที่ประมาณ 20%–50% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและเงื่อนไขของผู้ขายแต่ละราย
ค้นหาสินค้าที่มีความต้องการในตลาด
ยิ่งสินค้าของคุณเป็นที่ต้องการมากเท่าไร การหาลูกค้าที่พร้อมซื้อก็จะง่ายขึ้นเท่านั้น เริ่มต้นด้วยการศึกษาสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อดูว่าผู้บริโภคออนไลน์กำลังให้ความสนใจกับสินค้าประเภทใดในขณะนี้
ตัวอย่างเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างมอยส์เจอไรเซอร์และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า กำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าดิจิทัลและสินค้าประเภทพิมพ์ตามสั่งหรือการทำดรอปชิปก็ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์
ตัวอย่างจาก Mary Gu ผู้ก่อตั้ง Sock Candy ที่ทดสอบความต้องการของตลาดด้วยการเปิดตัวถุงเท้าฝ้าย 7 แบบ และถุงเท้าโปร่งใส 3 แบบในช่วงแรก เมื่อข้อมูลยอดขายแสดงให้เห็นว่าลูกค้านิยมถุงเท้าโปร่งใสมากกว่า เธอจึงปรับสัดส่วนสินค้าเป็นถุงเท้าโปร่งใส 7 แบบ และถุงเท้าฝ้าย 3 แบบ โดยใช้พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าเป็นตัวกำหนดทิศทางสินค้า แทนที่จะอาศัยการคาดเดา
ตั้งราคาให้กับสินค้า
อัตรากำไรที่ดีหมายถึงการซื้อสินค้ามาในต้นทุนที่ต่ำกว่าราคาขายอย่างมีนัยสำคัญ แต่การตั้งราคาไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดตัวเลขขึ้นมาเท่านั้น
ราคาสินค้ามีผลโดยตรงต่อกลุ่มลูกค้าที่คุณจะดึงดูดได้ หากตั้งราคาสูงเกินไป ลูกค้าอาจรู้สึกว่าสินค้าไม่คุ้มค่า แต่หากตั้งราคาต่ำเกินไป ก็อาจกระทบต่อกำไรและภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้
ดังนั้นควรใช้ข้อมูลการวิจัยตลาด การวิเคราะห์คู่แข่ง และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายมาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ในตลาด
อ่านเพิ่มเติม: วิธีตั้งราคาสินค้าให้เหมาะสมใน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ
4. สร้างร้านค้าออนไลน์
ร้านค้าออนไลน์ช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าจากคุณผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันบนมือถือ
หากคุณมีงบประมาณจำกัดและต้องการทดสอบไอเดียสินค้าก่อนลงทุนกับร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ อาจเริ่มต้นด้วยแพ็กเกจระดับเริ่มต้นอย่าง Shopify Starter ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นประมาณ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ประมาณ 170 บาท) โดยมาพร้อมเครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการขายสินค้าออนไลน์
สำหรับผู้ที่ต้องการเปิดร้านอย่างรวดเร็ว Shopify ยังมีระบบสร้างร้านค้าด้วย AI ที่ช่วยสร้างร้านค้าออนไลน์แบบปรับแต่งได้ภายในไม่กี่วินาที เพียงอธิบายรายละเอียดธุรกิจของคุณ ระบบจะช่วยสร้างโครงสร้างร้านค้า หน้าสินค้า และดีไซน์เบื้องต้นให้โดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถเริ่มต้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการออกแบบหรือการเขียนโค้ด
เปรียบเทียบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
สร้างหน้าเว็บเพจที่จำเป็น
เมื่อคุณมีชื่อโดเมนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างหน้าต่าง ๆ ภายในร้านค้าออนไลน์
ผู้บริโภคมักมองหาข้อมูลสำคัญก่อนตัดสินใจไว้วางใจและสั่งซื้อสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่สินค้า หน้าเกี่ยวกับเรา หน้าติดต่อเรา และหน้าคำถามที่พบบ่อย ดังนั้นควรเตรียมหน้าเหล่านี้ให้พร้อมก่อนที่ลูกค้าจะเริ่มค้นหาข้อมูล
บน Shopify คุณสามารถใช้เทมเพลตหน้าสำเร็จรูปที่มีอยู่ใน Theme Editor เพื่อเพิ่มหน้าสำคัญเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ Shopify ยังมีเครื่องมือเขียนคอนเทนต์ด้วย AI ที่ช่วยร่างคำอธิบายสินค้าและคอนเทนต์หน้าเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น
ปรับปรุงกระบวนการชำระเงิน
ลูกค้าจำนวนไม่น้อยเพิ่มสินค้าใส่ตะกร้าแล้วไม่ดำเนินการสั่งซื้อต่อ การทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าละทิ้งตะกร้าสินค้า และปรับปรุงขั้นตอนการชำระเงินให้สะดวกที่สุด จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากขึ้น
เมื่อร้านค้าใช้ระบบชำระเงินที่รองรับ Shop Pay อัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้าสามารถเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 50% เมื่อเทียบกับการชำระเงินแบบไม่ต้องสมัครสมาชิก และยังช่วยเพิ่มอัตราการสั่งซื้อเฉลี่ยได้ประมาณ 9% ในหลายรูปแบบของประสบการณ์การชำระเงิน
จัดการสินค้าคงคลัง
คุณทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันมีสินค้าเหลือพร้อมขายอยู่เท่าไร? การบริหารจัดการสต็อกถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ที่ขายสินค้าผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน
การเลือกใช้ระบบจัดการสต็อกที่สามารถรวมข้อมูลจากทุกช่องทางการขายไว้ในที่เดียว จะช่วยลดปัญหาสินค้าหมดสต็อกและป้องกันไม่ให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าจากคู่แข่ง
ระบบจัดการสต็อกของ Shopify สามารถติดตามจำนวนสินค้าแบบเรียลไทม์ได้ในทุกช่องทางการขาย ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการขายสินค้าผ่าน Instagram ระบบจะอัปเดตจำนวนสต็อกบนเว็บไซต์และช่องทางที่เชื่อมต่ออื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ช่วยลดปัญหาการขายเกินจำนวนสินค้าจริงและป้องกันสินค้าหมดสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. เลือกช่องทางการขาย
ช่องทางการขายคือแพลตฟอร์มที่คุณใช้ในการนำเสนอและจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้าออนไลน์ การเลือกช่องทางที่เหมาะสมจะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย
ร้านค้าออนไลน์
เว็บไซต์ของคุณเองเป็นช่องทางที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรง การมีร้านค้าออนไลน์เป็นของตัวเองช่วยลดค่าใช้จ่ายจากค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มตัวกลาง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้คุณเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปใช้ในการทำการตลาด การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และการพัฒนาธุรกิจในระยะยาว
ตลาดออนไลน์
หากร้านค้าออนไลน์ของคุณเปรียบเสมือนหน้าร้านที่ตั้งอยู่ในทำเลของตัวเอง การขายสินค้าบนมาร์เก็ตเพลสก็เปรียบได้กับการเปิดบูธในศูนย์การค้า ซึ่งช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ นอกเหนือจากผู้ที่เข้ามาผ่านช่องทางของคุณโดยตรง
Raz Romanescu ผู้ก่อตั้ง Underlining มองว่า Amazon เป็นเสมือน “ตาข่ายดักลูกค้า” สำหรับผู้ที่ค้นหาแบรนด์ของเขาบนแพลตฟอร์มดังกล่าว แม้ว่าร้าน Shopify จะเป็นช่องทางหลักในการสร้างยอดขาย แต่การมีสินค้าบน Amazon ก็ช่วยดึงดูดลูกค้าประจำที่คุ้นเคยกับการซื้อสินค้าผ่านมาร์เก็ตเพลส และช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อีกทางหนึ่ง
ทำความเข้าใจค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลส
มาร์เก็ตเพลสแต่ละแห่งมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรจากการขายสินค้า ดังนั้นก่อนเลือกช่องทางการขาย ควรศึกษาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ละเอียด เพื่อคำนวณต้นทุนและกำหนดราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสม มาดูตัวอย่างค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายมักพบในมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ชั้นนำ ด้านล่างนี้
|
มาร์เก็ตเพลส |
ค่าคอมมิชชัน / ค่าธรรมเนียมการขาย |
ค่าธรรมเนียมการชำระเงินและค่าบริการอื่น ๆ |
ตัวอย่างยอดเงินที่ร้านได้รับ(จากยอด 1,000 บ.)* |
|
1440 บาท/เดือน |
8% – 15% ของยอดขาย (ปรับตามหมวดสินค้า) |
รวม ในค่าคอมมิชชันพื้นฐาน |
ประมาณ 850 – 920 บาท (ยังไม่รวมค่าส่ง FBA) |
|
ไม่มีค่ารายเดือน |
6.5% ของยอดขาย + ค่าลงสินค้าชิ้นละ ~7 บาท |
3% + 9.25 บาท ผ่านระบบ Etsy Payments |
ประมาณ 889 บาท |
|
ไม่มีค่ารายเดือน |
2.5% – 15.3% ของยอดขาย (ปรับตามหมวดสินค้า) |
รวมอยู่แล้ว ในระบบ eBay Managed Payments |
ประมาณ 847 – 975 บาท |
|
Shopee ไม่มีค่ารายเดือน |
2% – 6% (ร้านทั่วไป) 8% – 15% (ร้าน Shopee Mall) |
• 3.21% ค่าธรรมเนียมชำระเงิน • 5% ค่าบริการทางเทคนิค • 1.07 บาท ค่าโครงสร้างพื้นฐาน/ออเดอร์ |
ประมาณ 857 – 897 บาท (ไม่รวมแคมเปญส่งฟรี/คืนคอยน์) |
|
Lazada ไม่มีค่ารายเดือน |
0.99% – 3.99% (ร้านทั่วไป) 10% – 18% (ร้าน LazMall) |
• 4.99% ค่าธรรมเนียมชำระเงิน • 5% ค่าธรรมเนียมการจัดการคลัง |
ประมาณ 860 – 890 บาท |
|
TikTok |
5.35% – 13.91% ของยอดขาย (ปรับตามหมวดสินค้า รวม VAT แล้ว) |
• 3.21% ค่าธุรกรรม (คิดรวมส่วนลดแพลตฟอร์ม) • 6.42% – 8.03% ค่าสนับสนุนการเติบโต • 1.07 บาท ค่าโครงสร้างพื้นฐาน/ออเดอร์ |
ประมาณ 747 – 849 บาท (โดนหักรวมสูงสุดในกลุ่มแพลตฟอร์มไทย) |
*หมายเหตุ: ตัวเลขคิดจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมพื้นฐานในปีล่าสุด ยังไม่รวมค่าโฆษณาและค่าขนส่งจริง
เข้าถึงผู้ซื้อโดยการลงรายการสินค้าเพื่อขายบนแพลตฟอร์มนั้น ๆ เพียงแต่ต้องไม่ลืมว่าทุกแพลตฟอร์มการขายจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อขายได้ บางแห่งอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการลงรายการด้วย ลดความเสี่ยงโดยการเพิ่มตลาดออนไลน์เป็นช่องทางการขายรอง ไม่ใช่ช่องทางหลัก
โซเชียลคอมเมิร์ซ
ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดียเพียงเพื่อเสพคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อค้นหาสินค้า ติดตามแบรนด์ และตัดสินใจซื้อจากคำแนะนำของผู้ใช้งานคนอื่นอีกด้วย ดังนั้นการทำตลาดและขายสินค้าบนแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายใช้งานอยู่เป็นประจำจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเพิ่มยอดขาย
คุณสามารถขายสินค้าได้ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมต่าง ๆ เช่น Instagram, TikTok และ Pinterest เพื่อเข้าถึงลูกค้าในจุดที่พวกเขาใช้งานอยู่แล้ว
สำหรับ Shopify คุณสามารถเพิ่มช่องทาง Social Commerce ได้โดยตรงจากระบบหลังบ้าน พร้อมเชื่อมต่อบัญชี Instagram Shopping, Pinterest และ TikTok Shop เพื่อจัดการการขายผ่านโซเชียลมีเดียทั้งหมดจากแดชบอร์ดเดียว โดยระบบจะซิงก์ข้อมูลสินค้าและสต็อกสินค้าในทุกช่องทางโดยอัตโนมัติ
ด้วย Shopify คุณสามารถเพิ่มช่องทาง Social Commerce ได้โดยตรงจาก Admin เชื่อมต่อบัญชี Instagram Shopping, Facebook Shop และ TikTok Shop เพื่อจัดการการขายโซเชียลทั้งหมดจาก Dashboard เดียว โดยซิงค์แคตาล็อกสินค้าและสินค้าคงคลังในทุกช่องทางอัตโนมัติ
B2B หรือขายส่ง
การขายส่งคือการจำหน่ายสินค้าให้กับร้านค้าหรือธุรกิจอื่นในปริมาณมาก โดยทั่วไปจะขายในราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่าการขายปลีกให้ผู้บริโภคโดยตรง
โมเดลนี้ช่วยเพิ่มยอดขายได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านการตลาดมากนัก อีกทั้งยังช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้ด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่า รวมถึงอาศัยเครือข่ายของพันธมิตรทางธุรกิจหรือร้านค้าตัวแทนในการช่วยกระจายสินค้าและสร้างยอดขายเพิ่มเติม
หากต้องการเริ่มต้นขายส่ง ควรศึกษามาร์เก็ตเพลสและแพลตฟอร์มที่รองรับการซื้อขายแบบ B2B เพื่อค้นหาช่องทางที่เหมาะสมกับสินค้าและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ
6. ตั้งค่าการประมวลผลการชำระเงิน
การประมวลผลการชำระเงินช่วยให้สามารถรับการชำระเงินเมื่อขายออนไลน์ โดยย้ายเงินจากบัญชีของลูกค้าไปยังบัญชีผู้ค้า รักษาข้อมูลที่ละเอียดอ่อนให้ปลอดภัยและเข้ารหัสตลอดกระบวนการ
บัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตเป็นวิธีการชำระเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับผู้ซื้อออนไลน์ รองรับบัตรเครดิตในร้านค้าออนไลน์เพื่อดึงดูดลูกค้าเหล่านั้น ด้วยวิธีการชำระเงินนี้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะขออนุมัติจากธนาคารของลูกค้า ซึ่งระบบจะอนุมัติ (หรือปฏิเสธ) การทำธุรกรรมและปล่อยเงินเข้าสู่บัญชีผู้ค้า
Shopify Payments ถูกสร้างมาในตัวแพลตฟอร์ม ทำให้เริ่มรับบัตรเครดิต บัตรเดบิต และกระเป๋าเงินดิจิทัลได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่า Payment Gateway ของบุคคลที่สาม ไม่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มเติมนอกจากอัตราการประมวลผลบัตรเครดิตมาตรฐาน และเงินจะโอนเข้าบัญชีธนาคารอัตโนมัติ
กระเป๋าเงินดิจิทัล
ลูกค้าสามารถชำระเงินสำหรับการซื้อออนไลน์โดยไม่ต้องป้อนหมายเลขบัตรเครดิตทั้งหมดในแต่ละครั้ง กระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Shop Pay จะเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าไว้ ทำให้ซื้อได้เพียงไม่กี่คลิก ลดความยุ่งยากและเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชัน
ด้วยเครือข่ายผู้ซื้อที่ใช้งานอยู่กว่า 150 ล้านคนของ Shop Pay ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำสามารถกดชำระเงินได้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลการจัดส่งหรือการชำระเงินใหม่
7. เลือกวิธีการจัดส่ง
ผู้บริโภคในปัจจุบันคาดหวังค่าส่งที่ต่ำหรือจัดส่งฟรีมากขึ้น โดยหลายคนอาจยกเลิกการสั่งซื้อหากตัวเลือกการจัดส่งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตนเอง
ผลการศึกษาของ FedEx พบว่า 75% ของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ให้ความสำคัญกับการจัดส่งฟรีมากกว่าการจัดส่งที่รวดเร็ว ดังนั้นการกำหนดนโยบายจัดส่งที่เหมาะสมจึงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อโดยตรง
นอกจากนี้ ผู้บริโภคจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แบรนด์ที่นำเสนอทางเลือกด้านการจัดส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Shopify Planet ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกสนับสนุนการจัดส่งแบบชดเชยคาร์บอนได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยต่อคำสั่งซื้อ
เปรียบเทียบกลยุทธ์การจัดส่ง
กลยุทธ์การจัดส่งที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า รูปแบบธุรกิจ และความคาดหวังของลูกค้า โดยแนวทางหลักที่นิยมใช้ มีดังนี้
|
กลยุทธ์การจัดส่ง |
เหมาะสำหรับ |
ข้อดี |
ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
|
อัตราคงที่ |
สินค้าที่มีน้ำหนัก/ขนาดสม่ำเสมอ |
ราคาเข้าใจง่าย สื่อสารได้ชัดเจน ต้นทุนคาดเดาได้ |
อาจขาดทุนกับสินค้าหนัก หรือตั้งราคาสูงเกินสำหรับสินค้าเบา |
|
จัดส่งฟรี |
สินค้าราคาสูง การสร้างความภักดี |
เพิ่มคอนเวอร์ชันและมูลค่าออเดอร์เฉลี่ย นักช็อป 75% ชื่นชอบ |
ต้องรวมต้นทุนไว้ในราคาสินค้า อาจลดอัตรากำไร |
|
คำนวณตามจริง |
สินค้าที่มีขนาด/น้ำหนักหลากหลาย |
ยุติธรรมที่สุดสำหรับลูกค้า ปกป้องอัตรากำไร |
อาจทำให้ลูกค้าตกใจตอน กดชำระเงิน ตั้งค่าซับซ้อนกว่า |
Danny Buck ผู้ร่วมก่อตั้ง Crafted London เริ่มต้นธุรกิจด้วยสินค้าเพียง 2 รายการ และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ขนาดพอดีกับช่องรับจดหมายเพื่อลดต้นทุนการจัดส่งให้มากที่สุด กลยุทธ์นี้ช่วยให้แบรนด์สร้างยอดขายได้กว่า 1,000 ปอนด์ (ประมาณ 44,000–45,000 บาท) ในวันแรกของการเปิดตัว
การจัดส่งภายในประเทศ
การจัดส่งคำสั่งซื้อออนไลน์ไปยังลูกค้าในประเทศเดียวกันจะถูกกว่าการจัดส่งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การประเมินผู้ให้บริการขนส่งต่าง ๆ วัสดุจัดส่ง และโซนการจัดส่งก็สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ และทำให้มีกำไรสูงขึ้นพร้อมเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีลดค่าใช้จ่ายค่าจัดส่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
การจัดส่งระหว่างประเทศ
คุณจะส่งสินค้าไปให้ลูกค้าที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลกได้อย่างไร? การมีกลยุทธ์การจัดส่งระหว่างประเทศจะช่วยให้คุณกำหนดได้ว่าจะจัดส่งสินค้าไปยังประเทศใดบ้าง รวมถึงทำความเข้าใจกฎระเบียบ ข้อกำหนด และต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการนำสินค้าไปถึงมือลูกค้าในแต่ละประเทศ
การจัดส่งแบบหลายช่องทาง
การจัดการคำสั่งซื้อในธุรกิจอีคอมเมิร์ซครอบคลุมตั้งแต่การหยิบสินค้า การแพ็กสินค้า และการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้า คุณสามารถเลือกได้ว่าจะจัดการกระบวนการเหล่านี้ด้วยตนเอง ใช้ผู้ให้บริการดรอปชิปปิง หรือจ้างผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้าจากภายนอกเข้ามาดูแลแทน
8. โปรโมตสินค้า
เมื่อคุณรู้แล้วว่าจะขายอะไรและจะส่งสินค้าให้ลูกค้าอย่างไร ขั้นตอนต่อไปคือการทำการตลาดเพื่อให้ผู้คนรู้จักสินค้าและร้านค้าของคุณมากขึ้นผ่านกลยุทธ์การตลาดอีคอมเมิร์ซ
โปรโมทบนโซเชียลมีเดีย
เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่กลุ่มเป้าหมายใช้ สร้างคอนเทนท์คุณภาพสูง ทดลองใช้ภาพและวิดีโอ และมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามอย่างสม่ำเสมอ ใช้ฟีเจอร์การค้าในโซเชียลเพื่อแชร์ประสบการณ์การช็อปปิ้งในแอปกับผู้ใช้โดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม
การผสานรวมโซเชียลมีเดียของ Shopify ช่วยให้สร้างโพสต์และแท็กสินค้าได้โดยตรงจาก Admin เมื่อแท็กสินค้าในโพสต์หรือ Story บน Instagram ลูกค้าสามารถแตะเพื่อดูรายละเอียดสินค้าและซื้อได้เลยโดยไม่ต้องออกจากแอป
ทำแคมเปญโฆษณาแบบเสียค่าใช้จ่าย
การโฆษณาช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะมีงบประมาณสำหรับลงโฆษณาหรือเลือกใช้ช่องทางโปรโมตฟรี ก็ควรวางแผนกลยุทธ์การโฆษณาที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการมองเห็นสินค้าและกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้าออนไลน์ของคุณ
9. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมักมองหาวิธีปรับปรุงธุรกิจอยู่เสมอ เมื่อร้านค้าของคุณเริ่มเติบโต ควรพัฒนากระบวนการทำงานเบื้องหลังและปรับปรุงกลุ่มสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด
ใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อลดงานที่ใช้เวลามาก
เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการจัดการงานประจำต่าง ๆ เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การนำระบบอัตโนมัติมาช่วยจัดการงานที่ทำซ้ำบ่อยจะช่วยประหยัดเวลา และเปิดโอกาสให้คุณนำเวลาไปโฟกัสกับงานที่สร้างผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจมากกว่า
Shopify Flow ซึ่งพร้อมใช้งานใน Shopify Plus ช่วยให้คุณสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับงานต่าง ๆ ได้ เช่น การติดแท็กลูกค้าที่มียอดซื้อสูง การสั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกใหม่เมื่อสินค้าใกล้หมด หรือการส่งแคมเปญกลับมาซื้อซ้ำให้กับลูกค้าที่ไม่ได้สั่งซื้อสินค้าในช่วง 90 วันที่ผ่านมา โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด
เคล็ดลับขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ
- ปรับปรุงเว็บเพื่อประสบการณ์ของผู้ใช้
- ลงทุนกับ SEO
- ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์
- เริ่มทำลิสต์อีเมล
- เสนอทางเลือกซื้อทันที ชำระทีหลัง
- ใช้รูปและคำอธิบายที่มีคุณภาพ
- ให้บริการลูกค้าอย่างดี
- ใช้โซเชียลพรูฟ
- สร้างกลยุทธ์การตลาดคอนเทนท์
ปรับปรุงเว็บเพื่อประสบการณ์ของผู้ใช้
เว็บไซต์คือร้านค้าออนไลน์ ควรเป็นมิตรและใช้งานง่ายเหมือนร้านจริง เมนูหลักที่ใช้ง่าย คำอธิบายสินค้าที่ชัดเจน รูปภาพคุณภาพสูง โหลดไว และกระบวนการชำระเงินที่ตรงไปตรงมา คือกุญแจสำคัญในการขายสินค้าออนไลน์ การออกแบบ UX ที่ดีสามารถลดอัตราการละทิ้งรถเข็นและปรับปรุงอัตราคอนเวอร์ชันได้
ธีมของ Shopify รองรับความต้องการและมีให้เลือกมากกว่า 100 ธีม โดยทุกธีมรองรับการแสดงผลบนมือถือและโหลดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในยุคที่ Mobile Commerce คิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของยอดขายออนไลน์
ลงทุนกับ SEO
การปรับแต่งเสิร์ชเอนจิน (SEO) เป็นกลยุทธ์การตลาดระยะยาวที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการปรากฏในผลการค้นหาของกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่การวิจัยคำหลักไปจนถึงการสร้าง Backlink ปฏิบัติตามแนวทาง SEO เพื่อดึงดูดลูกค้าที่มีศักยภาพที่กำลังมองหาสินค้าที่ขายออนไลน์
ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์
อินฟลูเอนเซอร์ แม้แต่ไมโครอินฟลูฯ ก็มีพลังในการขับเคลื่อนยอดขายออนไลน์ได้หลายพันดอลลาร์ ค้นหาและร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มที่ลูกค้าในอุดมคติชื่นชอบ เช่น Instagram หรือ TikTok และใช้ประโยชน์จากความภักดีของผู้ติดตามเพื่อสร้างยอดขาย
เริ่มทำลิสต์อีเมล
อีเมลเป็นช่องทางการสื่อสารโดยตรงที่คุณสามารถควบคุมได้เอง ควรส่งเสริมให้ผู้เข้าชมสมัครรับข่าวสาร และส่งคอนเทนต์ที่มีประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เช่น วิดีโอให้ความรู้ โปรโมชันพิเศษ หรืออีเมลติดตามลูกค้าที่เพิ่มสินค้าในตะกร้าแต่ยังไม่ได้สั่งซื้อ
ต่างจากโซเชียลมีเดียที่อัลกอริทึมอาจจำกัดการเข้าถึงได้ทุกเมื่อ การตลาดผ่านอีเมลช่วยให้คุณสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรงผ่านกล่องข้อความของพวกเขา
เสนอทางเลือกซื้อทันที ชำระทีหลัง
บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เป็นวิธีการชำระเงินที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถชำระเงินสำหรับการซื้อเป็นงวด เปิดใช้งานสิ่งนี้ในร้านค้าออนไลน์ผ่านผู้ให้บริการ เช่น Shop Pay Installments จะดึงดูดผู้คนหลายล้านคนที่ใช้ BNPL ในการซื้อสินค้าออนไลน์
ใช้รูปและคำอธิบายที่มีคุณภาพ
เมื่อลูกค้าไม่สามารถสัมผัสสินค้าจริงได้ การใช้รูปภาพคุณภาพสูงจากหลายมุมมอง พร้อมรายละเอียดสินค้าที่ครบถ้วนและชัดเจน จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสินค้ามากขึ้น เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ และลดโอกาสในการคืนสินค้า
ให้บริการลูกค้าอย่างดี
การบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมเป็นตัวแปรที่สำคัญเมื่อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการตอบคำถามโดยเร็ว การคืนและเปลี่ยนของได้ง่าย รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น
ใช้พลังของ Social Proof
Social Proof หรือหลักฐานทางสังคม เช่น รีวิวจากลูกค้า คำแนะนำจากผู้ใช้งานจริง คะแนนรีวิว และคอนเทนต์ที่สร้างโดยผู้ใช้งาน ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยข้อมูลเหล่านี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้บริโภคมักให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้ใช้งานคนอื่นก่อนเลือกซื้อสินค้า
สร้างกลยุทธ์การตลาดคอนเทนท์
การตลาดคอนเทนท์สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง ได้แก่
- ช่วยสร้างแบรนด์
- ทำให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ
- ดึงดูดการเข้าชมไปยังเว็บไซต์
คุณสามารถใช้คอนเทนต์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น บทความ วิดีโอ พอดแคสต์ หรือจดหมายข่าว โดยเน้นการมอบคุณค่าให้กับกลุ่มเป้าหมายมากกว่าการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น ร้านขายอุปกรณ์ออกกำลังกายอาจสร้างบล็อกและช่อง YouTube ที่นำเสนอโปรแกรมออกกำลังกาย เคล็ดลับด้านฟิตเนส และคำแนะนำด้านโภชนาการ เพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกาย
คอนเทนต์ลักษณะนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ในฐานะแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพ เพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า สร้างความภักดีต่อแบรนด์ และนำไปสู่การซื้อซ้ำรวมถึงการบอกต่อในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขายออนไลน์
จะขายออนไลน์อย่างถูกกฎหมายได้อย่างไร
ข้อกำหนดทางกฎหมายในการขายสินค้าออนไลน์จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบธุรกิจและประเทศที่ดำเนินกิจการ โดยในหลายประเทศ ผู้ขายอาจมีหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าออนไลน์ ดังนั้นควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เว็บไซต์ใดดีที่สุดสำหรับการขายออนไลน์
Shopify เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ โดยแพ็กเกจ Starter เริ่มต้นที่ประมาณ 180 บาทต่อเดือน ช่วยให้คุณสามารถขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย แอปส่งข้อความ และช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น คุณสามารถอัปเกรดแพ็กเกจเพื่อใช้งานฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น การติดตามตะกร้าสินค้าที่ถูกละทิ้ง รายงานเชิงลึก และการขายสินค้าไปยังต่างประเทศ
ต้องเสียภาษีสำหรับสินค้าที่ขายออนไลน์หรือไม่
ภาระภาษีของธุรกิจออนไลน์ขึ้นอยู่กับประเทศและพื้นที่ที่ดำเนินกิจการ ผู้ประกอบการควรศึกษากฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดการภาษีอย่างถูกต้อง
Shopify มีเครื่องมือช่วยคำนวณภาษีตามพื้นที่ธุรกิจและปลายทางการจัดส่งสินค้า เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี
อะไรที่ขายออนไลน์แล้วได้กำไรมากที่สุด
สินค้าที่ทำกำไรได้ดีมักเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงและมีอัตรากำไรที่เหมาะสม หมวดหมู่สินค้ายอดนิยม ได้แก่
- งานศิลปะดิจิทัลและสินค้าดาวน์โหลด (อัตรากำไรอาจสูงเกือบ 100%)
- สินค้าแฮนด์เมดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- ขวดน้ำและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ปากกาและเครื่องเขียน (ต้นทุนการจัดส่งต่ำและมีความต้องการสม่ำเสมอ)
- เสื้อผ้าสั่งทำและสินค้าเฉพาะบุคคล
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและความงาม (มีโอกาสเกิดการซื้อซ้ำสูง)
ดูคู่มือสินค้ามาแรงจาก Shopify เพื่อค้นหาว่าสินค้าประเภทใดกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดปัจจุบัน
ต้องใช้เงินเท่าไรในการเริ่มขายออนไลน์
คุณสามารถเริ่มขายสินค้าออนไลน์ได้ด้วยค่าใช้จ่ายเริ่มต้นเพียงประมาณ 180 บาทต่อเดือน ผ่านแพ็กเกจ Shopify Starter ซึ่งช่วยให้คุณขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย แอปส่งข้อความ และลิงก์สำหรับขายสินค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์เต็มรูปแบบ หากต้องการขายสินค้าโดยไม่ต้องสต็อกสินค้าเอง คุณสามารถใช้ Shopify Collective ซึ่งเป็นระบบจัดหาสินค้าที่รวมอยู่ใน Shopify โดยผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์จะเป็นผู้จัดการการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าโดยตรงเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา
หากต้องการเปิดร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบพร้อมโดเมนของตนเอง Shopify Basic มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นประมาณ 1,050 บาทต่อเดือน (เมื่อชำระแบบรายปี)
ผู้ขายจำนวนมากสามารถเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ด้วยเงินลงทุนประมาณ 3,000-10,000 บาท โดยอาศัยช่องทางการตลาดฟรีและเครื่องมือที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มเพื่อช่วยลดต้นทุนในช่วงเริ่มต้น

